หน้าแรก ทักทาย ทีมของเรา เปิดมุมมอง ทีมเพื่อสังคม ชุมชนชาวทีม บอกเล่าเก้าสิบ กลุ่มบริษัททีม

การบริหารจัดการน้ำในภาวะวิกฤต

“น้ำ” เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตที่ขาดไม่ได้ ประเทศไทยมีความสมบูรณ์ทางด้านทรัพยากรน้ำ  หากแต่นับวันความต้องการน้ำจะมีมากขึ้นตามอัตราการเติบโตของประชากรและเศรษฐกิจ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เพียงพอสมดุลกับความต้องการ จึงเป็นสิ่งสำคัญจำเป็นที่ต้องตระหนัก การมีวิสัยทัศน์ และความเข้าใจในธรรมชาติและวัฏจักรของน้ำ ด้วยการเก็บกักน้ำในช่วงฤดูฝนไว้ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคในยามฤดูแล้ง รวมถึงการใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเกษตร การอุตสาหกรรม หรือการผลิตกระแสไฟฟ้า จะทำให้เราสามารถใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่า

ในอดีตที่ผ่านมาปริมาณน้ำต้นทุนเมื่อเทียบกับปริมาณการใช้น้ำด้านการเกษตร ชลประทาน และอุปโภคบริโภคเรียกได้ว่าสมดุล แต่วันนี้การเก็บกักและการใช้น้ำเริ่ม “ขาดสมดุล” มากขึ้น ประกอบกับสภาพภูมิอากาศที่มีความผันผวนยิ่งขึ้น ปีใดฝนดี ตกต้องตามฤดูกาลปัญหาภัยแล้งก็จะไม่เกิดขึ้น แต่ปีใดฝนตกน้อยฝนทิ้งช่วง ปัญหาน้ำแล้ง ภัยแล้งก็จะตามมา ในทางกลับกันหากปีใดฝนชุกตกหนัก ปริมาณน้ำมีมากกว่าความสามารถในการระบายของลำน้ำ ก็จะเกิดปัญหาน้ำล้นตลิ่ง น้ำท่วม สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและชีวิต

ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรกรรม 131 ล้านไร่ หรือร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับพื้นที่ทั้งหมดของประเทศไทยในจำนวนนี้ 321 ล้านไร่ เป็นพื้นที่นาปลูกข้าวกว่า 64 ล้านไร่ หรือร้อยละ 50 ของพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมด มีพื้นที่ชลประทานที่พัฒนาแล้ว 28.7 ล้านไร่ ปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยทั้งประเทศ 210,000 ล้าน ลบ.ม. ต่อปี มีอ่างเก็บน้ำความจุรวม 75,300 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 35 ของปริมาณน้ำท่า ในขณะที่ความต้องการน้ำรวมทุกกิจกรรมทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 64,000 ล้าน ลบ.ม. ส่วนในช่วงฤดูแล้งมีความต้องการใช้น้ำ 34,000 ล้าน ลบ.ม.  ปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องมาจากปริมาณของน้ำที่เก็บกักได้กับความต้องใช้น้ำไม่สมดุลกัน ในขณะที่ความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นทุกปีจากการพัฒนาในด้านต่างๆ แต่การเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนแทบจะไม่สามารถทำได้เลย

ปี 2553 ประเทศไทยประสบกับภาวะภัยแล้งเป็นวงกว้างในทั่วทุกภาค เมื่อสิ้นฤดูฝนปี 2552 ปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำหลักสองแห่งของประเทศ คือ เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ พบว่ามีปริมาณน้ำเก็บกักรวม 8,725 ล้าน ลบ.ม. (เขื่อนภูมิพล 5,552 ล้าน ลบ.ม.และเขื่อนสิริกิติ์ 3,173 ล้าน ลบ.ม.) คิดเป็นปริมาณน้ำที่สามารถจัดสรรให้แก่กิจกรรมการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งที่ผ่านมาของทั้งสองเขื่อนรวมกันประมาณ 7,695 ล้าน ลบ.ม. ในเดือนพฤษภาคม 2553 เขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำเหลือเพียง 890 ล้าน ลบ.ม. หรือเพียงร้อยละ 9 จากที่เก็บกักน้ำได้ ด้านเขื่อนสิริกิติ์ จากการที่ฝนทิ้งช่วงทำให้ไม่มีน้ำไหลเข้าเขื่อน จึงมีน้ำเหลืออยู่เพียง 539 ล้าน ลบ.ม. หรือเพียงร้อยละ 6 เท่านั้น ปีนี้ถือว่าเป็นปีที่มีวิกฤตภัยแล้งที่สุดในรอบ 18 ปี หลังจากที่เคยเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2537 มาแล้ว ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมให้ได้รับความเสียหาย  และน้ำเค็มรุกถึงโรงสูบน้ำประปาสำแล  จังหวัดปทุมธานี จนต้องหยุดสูบในบางช่วงเวลา

วิกฤตภัยแล้งปี 2553 ผ่านพ้นไปแล้ว ปริมาณฝนที่ตกมาในช่วงฤดูฝนปีนี้ จะเป็นตัวชี้วัดถึงโอกาสการเกิดภัยแล้งในปี 2554 หากน้ำต้นทุนที่เก็บกักได้ในปลายปีนี้น้อยกว่าปีที่แล้ว สถานการณ์ภัยแล้งในช่วงฤดูแล้งปีหน้าก็จะเกิดซ้ำอีก ในอนาคตเหตุการณ์ในลักษณะวิกฤตน้ำแล้งเช่นปี 2553 มีโอกาสที่จะเกิดบ่อยครั้งมากขึ้นอย่างแน่นอน จากแนวโน้มการเพิ่มการใช้น้ำและปัญหาในการพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา การเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนให้ทันกับความต้องการในอนาคตคงเกิดขึ้นได้ยาก น่าจะถึงเวลาแล้วที่จะหันมาเน้นยุทธศาสตร์ในการเพิ่มประสิทธิผลและประสิทธิภาพในการใช้น้ำ โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมที่มีสัดส่วนการใช้น้ำสูง รวมถึงการจัดลำดับความสำคัญของการใช้น้ำอย่างจริงจัง

ส่วนเรื่องของน้ำท่วมนั้น แม้ในปีนี้อ่างเก็บน้ำภูมิพลและสิริกิติ์ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่จะสามารถเก็บกักน้ำได้จำนวนมาก  ทำให้โอกาสที่จะมีสถานการณ์น้ำท่วมหนักเป็นพื้นที่กว้างอย่างเช่นที่เกิดขึ้นในปี 2549 จะมีไม่มากนัก  แต่ปริมาณน้ำฝนที่ตกท้ายเขื่อนก็ยังสามารถจะทำให้เกิดน้ำหลากได้ โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่ในที่ราบลุ่ม ชุมชนเมือง และพื้นที่เกษตรกรรม รวมทั้งบริเวณเชิงเขา จึงยังคงต้องเฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์น้ำและแก้ไขปัญหาเฉพาะพื้นที่อย่างใกล้ชิดต่อไป

วิกฤตน้ำเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยาก อย่างไรก็ตามเราสามารถบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้น  โดยการใช้และพัฒนา “ระบบสารสนเทศน้ำ” ให้เป็นเครื่องมือสนับสนุนแก่หน่วยงานที่รับผิดชอบในการบริหารจัดการ โดยสารสนเทศน้ำจะต้องมีข้อมูลที่ครบถ้วน สมบูรณ์และถูกต้องแม่นยำ เพื่อสะท้อนถึงสภาพที่เป็นจริงของพื้นที่ เช่น พื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร โดยใช้การตรวจสอบจากภาพถ่ายดาวเทียม แหล่งน้ำชุมชนประจำหมู่บ้าน สถานการณ์ปริมาณน้ำในเขื่อนต่างๆ ปริมาณฝนตก ปริมาณน้ำไหลในลำน้ำ คุณภาพน้ำ ระดับน้ำทะเลและการทรุดตัว รวมถึงข้อมูลด้านสภาพอากาศและการพยากรณ์อากาศ สถานการณ์และพื้นที่น้ำท่วม แผนที่ที่เป็นปัจจุบัน ตลอดจนระบบการตรวจวัดระยะไกล หรือที่เรียกว่า โทรมาตร เป็นต้น

1 | 2 >>>